ภัยธรรมชาติหรือภัยคนในชาติ
----
ขณะนี้ประเทศไทยของเราประสบอุทกภัยอย่างหนักทำให้เดือดร้อนกันอย่างแสนสาหัส โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ที่เป็นทางผ่านของน้ำ แต่ความเดือดร้อนที่ประสบอยู่ขณะนี้ถ้าว่าไปแล้วก็เป็นความเดือนร้อนระยะ หนึ่งที่ผ่านเข้ามา ใช้เวลาไม่นานมันก็คงจะหายไป แต่ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นซ้ำเติมประเทศไทยอยู่ในขณะนี้นั่นคือความคิดของคน ในชาติ (บางกลุ่ม) ที่กำลังบั่นทอนความมั่นคงของไทยเอง นั่นคือความแตกสามัคคีระหว่างคนในชาติ ซึ่งก็เกิดแทรกขึ้นมากับเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ คือการเอาเรื่องสี,สถาบันเข้ามากับปัญหาน้ำท่วม อย่างผู้ที่อยู่สีหรืออีกฝั่งก็โจมตีอีกฝ่าย ต่างฝ่ายต่างก็โทษกันไปโทษกันมา เลยเหมือนว่าปัญหาแทนที่จะได้รับการแก้กลายเป็นยิ่งเพิ่มปัญหาไปซะนี่
ความทุกข์ความเดือดร้อนเกิดขึ้น ณ ตอนนี้จึงดูเหมือนว่าแทนที่จะเดือดร้อนเพราะน้ำท่วมกลายเป็นเดือนร้อนเพราะ คนไทยทะเลาะกันเอง ซึ่งในความคิดของผู้เขียนเห็นว่ามันน่าจะหนักหนากว่าปัญหาน้ำท่วม เพราะน้ำท่วมเกิดขึ้นปีละครั้ง และมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นทุกปีซะเมื่อไหร่นานๆ เกิดขึ้นสักครั้ง (หรือบางทีมันควรจะเป็นอย่างนี้ เพราะคนเราเองก็ทำลายธรรมธาติไปมาก) ควรรับเอาด้วยความรู้สึกและเข้าใจ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยสติ เพราะภัยธรรมชาติก็เป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นในชาติก็คือความแตกแยกของคนไทยในยามที่มี ความทุกข์
ผู้เขียนเห็นว่าไม่ควรเอาความรู้สึกที่เป็นอคติมาแก้ปัญหาชาติ นี่ต่างหากที่เป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่าปัญหาน้ำท่วมในขณะนี้ เพราะอย่างที่บอกไปแล้ว ปัญหาหรือภัยธรรมชาติก็เกิดขึ้นมันอาจจะเกิดปีละครั้งหรือสองครั้งคงไม่หนัก หนาอะไรที่จะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองล่มจม ถ้าคนในชาติมีความสามัคคีกันแล้วภัยของธรรมชาติจะมาสักกี่ภัยมันก็คงไม่เท่า ไหรหรอก ยิ่งจะทำให้เราได้รู้จักวีธีหลับหลีกภัย หรืออาจจะสามารถหาวิธีการที่จะชนะภัยเหล่านั้นได้เสียอีก กลายเป็นพลิกสถานการณ์เลวร้ายให้กลายเป็นดี หาวิธีป้องกัน ต่อไปภัยใดจะมาสักกี่ภัยก็สามารถแก้ปัญหาได้เพราะคนในชาติมีความสามัคคี ตรงกันข้ามถ้าเอาเรื่องสีมาใช้แก้ปัญหาชาติแล้ว เพียงแค่ภัยน้ำท่วมเกิดขึ้นครั้งเดียวมันก็ไปไม่รอด เพราะหลังจากน้ำลดแล้วคนไทยก็ต้องทะเลาะกันอีก แล้วปัญหาของคนไทยคืออะไร? ภัยธรรมชาติ หรือภัยเพราะขาดความสามัคคี
ในสถานการณ์อย่างนี้ผู้เขียนเห็นว่าเรามาลืมความปาดหมางกันได้ไหม ถอดเอาสีเสื้อทิ้งไปใส่ความเป็นไทย ความเอื้ออารีย์ ความเมตตาเข้าไปแทน มองเห็นความเดือนร้อนของคนไทยด้วยกันให้เสมอเหมือนกันไม่เลือกสี,เลือก สถาบัน เราจะอยู่รอด ไม่ใช่เพียงเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่จะเป็นคนทั้งประเทศด้วย แต่ถ้าหากจะเอารอดเพียงเพราะว่าเขาไม่ใช่คนของเรา หรือไม่ใช่พวกเรา เพื่อให้ตัวเองได้อยู่รอดแล้ว ผู้เขียนว่าอย่าว่าตัวเองจะอยู่รอดเลย แม้แต่ประเทศไทยก็จะอยู่ไม่ได้
ฉะนั้นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะเป็นด้วยเพราะสาเหตุใดก็แล้วแต่ ใครหน่วยงานไหนก็แล้วแต่เป็นผู้ก่อขึ้น ก็อย่าไปโทษซึ่งกันและกันเลย พูดไปเถียงกันไปมันก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเดือดร้อนกันได้หรอก แทนที่จะตายเพราะน้ำอาจจะตายเพราะน้ำท่วมปาก เพราะต่างฝ่ายต่างก็จะเอาตัวรอด
เพราะฉะนั้นให้เราเอาน้ำมาเป็นบทเรียน น้ำมีลักษณะเย็น ไม่ว่าน้ำประเทศไหนมันก็เย็นทั้งนั้นเว้นแต่ผ่านกรรมวิธีให้เป็นอย่างอื่น เอาความเย็นของน้ำมาเป็นบทเรียน เย็นด้วยธรรมะ เย็นด้วยคุณธรรม อุปสัคหนักหนาแค่ไหนไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะถ้าใจมีธรรมะแล้วหนักแค่ไหนใช่เรื่องสำคัญ น้ำมีลักษณะเกาะรวมตัวกัน เหมือนกับมวนน้ำใหญ่ในขณะนี้ที่เกาะตัวกัน พัดพาเอาทุกอย่างที่ขวางหน้า ทำให้เราได้เห็นความสามัคคีของน้ำ ซึ่งมันสามารถทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าได้ไม่เว้นแม้แต่เขื่อน หากน้ำขาดความสามัคคีแล้ว ไฉนเลยจะทำให้มนุษย์เราเดือนร้อนกันขนาดนี้
สามัคคีกันไว้เถอะคนไทย ภัยจะใหญ่ขนาดไหนคนไทยก็คงอยู่รอด หากแต่ขาดเสียซึ่งความสามัคคีกันเมื่อใด ภัยน้ำผ่านไปคนไทยก็คงทะเลาะกันต่อไปแล้วอะไรจะเกิดขึ้น
หากสิ่งที่เขียนนี้มีอะไรผิดพลาดไปก็ต้องขออภัย ไม่พบกับตัวคงไม่รู้สึก ผู้เขียนไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ แต่ก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แต่ในฐานะคนไทยที่ได้พบเห็นอุทกภัยครั้งแรกในชีวิตจากสื่อต่างๆ ก็ขอแสดงความรู้สึกเสียใจ และไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่สัจจธรรมย่อมเป็นสัจจธรรม เราต้องยอมรับ เราอาจจะแก้ภัยธรรมชาติได้ แต่เราไม่สามารถแก้ภัยที่เกิดขึ้นกับชีวิตได้
การทำจิตใจให้ปกติค่อยๆ แก้ปัญหาไป ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดี เพราะคนไทยพื้นฐานทางจิตใจก็มีหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาประทับอยู่ในใจตลอด เวลาอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องเอามาใช้ให้ถูกกาละเทศเท่านั้นเอง.
วันที่ 26 เดือน ตุลาคม 2554 เวลา 18.52 น.
วัดกลางพระอารามหลวง จ.บุรีรัมย์
พระมหาวิเชียร คุณธาโร
|